สรุปหัวข้อสังโยชน์ ๑๐ ต้องตัดให้หมด

           ๑.สังกายทิฐิ มีความรู้สึกว่ากายนี้ต้องไม่ตาย และร่างกาย
นี้เป็นเรา เป็นของเรา
           
ตัด สังกายทิฐิ ให้คิดว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีร่างกายนี้
ร่างกายนี้ไม่มีในเรา
            
๒.วิจิกิจฉา สงสัยคำสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรม
พระอริยสงฆ์
           
 ตัด วิจิกิจฉา เชื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระธรรม พระอริยสงฆ์
           
๓.สีลัพพตปรามาส ลูบคลำศีล ไม่รักษาศีลจริงจัง
           
ตัด สีลัพพตปรามาส รักษาศีลอย่างจริงจัง
           
๔.กามฉันทะ พอใจในกามคุณ
          
ตัด กามฉันทะ ตัดความพอใจในกามคุณ
           
๕.ปฏิฆะ มีอารมณ์กระทบใจ จิตมีความโกรธ
           
ตัด ปฏิฆะ ตัดอารมณ์ที่มากระทบใจ จิตมีเมตตาปราณี
           
๖.รูปราคะ หลงในรูปฌาน
           
ตัด รูปราคะ ไม่หลงในรูปฌาน
          
๗.อรูปราคะ หลงในอรูปฌาน
           
ตัด อรูปราคะ ไม่หลงในอรูปฌาน
           
๘.มานะ มีการถือตัวถือตน
           
ตัด มานะ ไม่ถือตัวว่าดีกว่าคนอื่น วิเศษกว่าคนอื่น
           
๙.อุทธัจจะ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน
           
ตัด อุทธัจจะ ตัดอารมณ์ฟุ้งซ่าน
           
๑๐.อวิชชา ไม่รู้ตามความเป็นจริงเรื่องนิพพาน
          
 ตัด อวิชชา เข้าใจตามความเป็นจริงเรื่องพระนิพพาน
 สรุปหัวข้อบารมี ๑๐

   ๑.ทานบารมี พอใจในการให้ทานอยู่เสมอ เป็นการตัดโลภะ ความโลภ
    ๒.ศีลบารมี พยายามรักษาศีลให้ครบถ้วน เป็นการป้องกันอบายภูมิ
    ๓.เนกขัมมะบารมีพยายามระงับนิวรณ์ในเบื้องต้นตัดสังโยชน์ไปเสีย
เป็นเรื่องสุดท้าย ป้องกันความวุ่นวายของชีวิต
    ๔.ปัญญาบารมี ทรงปัญญาไว้ให้ดี ยอมรับนับถือกฎของความจริง
คือการตัดอารมณ์กลุ้ม
    ๕.วิริยะบารมี มีความพากเพียรต่อสู้กับกิเลสและอารมณ์ของความชั่ว
เป็นการค่อยๆ ทำลายความชั่วให้พินาศไป
    ๖.ขันติบารมี ต้องมีความอดทนใจ เพราะกำลังใจของเราคบกับกิเลส
มานาน ถ้าจะห่ำหั่นมันก็ต้องมีการต่อสู้ ต้องอดทน
   ๗.สัจจะบารมี ความตั้งใจจริง เราตั้งใจว่าจะทำอะไรก็ทำอย่างนั้น
อย่าท้อถอย ไม่ยอมละ
   ๘.อธิษฐานบารมี ตั้งใจไว้ให้ดีว่า มนุษยโลก เทวโลกและพรหมโลก
เป็นทุกข์ ตั้งใจไว้เฉพาะว่าจะไปนิพพาน
   ๙.เมตตาบารมี ทำจิตใจของเราให้ดี มีความแช่มชื่นเห็นคนและสัตว์
ทั้งโลกเป็นที่รักของเราทั้งหมด เราไม่มีเวร ไม่มีภัยกับใครแล้ว
   ๑๐.อุเบกขาบารมี อดทนต่อความอดกลั้นทั้งหลายต่ออุปสรรคทั้งหมด
วางเฉย ไม่ต่อสู้ ไม่รุกราน ไม่หวั่นไหว สร้างกำลังใจไว้โดยเฉพาะใน
เรื่องร่างกาย ร่างจะเป็นทุกข์ขนาดไหนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมัน

พรหมวิหาร ๔

           ๑.มีความรัก รักในคนในสัตว์ เสมอด้วยตัวเรา
               ๒.สงสารเห็นใจคนและสัตว์ มีความสงสาร เสมอด้วยตัว
เราเอง
               ๓.มีจิตใจอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร เห็นใครได้ดีพลอยดีใจ
ยินดีด้วย และปฏิบัติดีตามเขา ดูเหตุของความดีว่าทำไมเขาจึงดี
เราทำตามนั้นบ้าง มันก็ดี ไม่ใช่แข่งขันกับเขา
               ๔.อุเบกขา การวางเฉย เห็นใครเพลี่ยงพล้ำ จิตพร้อม
จะช่วยอยู่เสมอถ้ามีโอกาส

               นี่คือ ลักษณะของพรหมวิหาร มี ๔ อย่างแบบนี้ ได้บอกไว้แล้ว
คนที่จะให้ทานต้องมี พรหมวิหาร ๔ เมื่อพรหมวิการ ๔มีแล้ว ศีลก็มีได้
เมตตาความรักก็มี กรุณาความสงสารก็มี จิตใจ อ่อนโยนก็มี อุเบกขา
การเฉยก็มี เฉยเพราะอย่างสัตว์พอที่จะฆ่าได้เราก็ไม่ฆ่า ปล่อยไป จัดเป็น
อภัยทาน เห็นของพอที่จะขโมยได้ เราก็ไม่ขโมย อุเบกขาก็เฉย เห็นคนที่
น่ารักพอที่จะยื้อแย่งความรักเข้าได้เราก็ไม่ทำ คนพอที่จะโกหกได้
เราก็ไม่โกหก เฉยหรือว่า ดื่มสุราเมรัย มันล่ออยู่ข้างหน้า เราก็ไม่ดื่ม เฉย
อย่างนี้ก็ได้ หรือมีความรักเสียอย่างหนึ่ง โกรธเขาไม่ได้ ทรมานเขาไม่
ได้ มีความรักเสียอย่างหนึ่ง คดโกงไม่ได้ ขโมยเขาไม่ได้ มันทำไม่ได้
มีความรักเสียอย่างหนึ่ง แย่งความรักเขาไม่ได้ โกหกมดเท็จ ก็ไม่ได้
คนรักกันจะโกหกอย่างไร นี้คือลักษณะของคนที่มีพรหมวิหาร ๔ ดีอย่างนี้

                ฉะนั้นการรักษาศีลก็เป็นการรักษาไม่ยาก ถ้ามีพรหมวิหาร ๔
ศีลไม่ยาก อยู่กับตัวแน่นอน หากขาดพรหมวิหาร ๔ ประการนี้แล้ว ก็เป็น
ว่า ท่านหาความดีอะไรไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าความชั่วมันจะ
หลั่งไหลเข้ามาสู่ใจ เป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์ทั้งปัจจุบันและ สัมปรายภพ

อิทธิบาท ๔

        ๑.ฉันทะ คือความพอใจในกิจที่จะพึงทำ
          ๒.วิริยะ คือ ความเพียรในการต่อต้านอุปสรรค
          ๓.จิตตะ คือ เอาจิตใจจดจ่ออยู่เสมอในกิจที่เราจะพึงทำไม่ละเลย
ไม่เอาจิตให้ห่างเหิน ไม่เผลอ ให้จดจ่ออยู่แต่สิ่งที่เราจะทำให้ได้
          ๔.วิมังสา คือ ก่อนที่จะทำอะไรทั้งหมด ให้พิจารณาใช้
ปัญญาใคร่ครวญดูให้ดีเสียก่อนว่าในสิ่งที่เราจะพึงทำนี้ว่าจะมี
ผลดี ผลเสียอย่างไร เลือกเอาในส่วนเฉพาะที่มีผลดี ไม่เลือกเอา
ในส่วนที่มีผลชั่ว

            ถ้ามีอิทธิบาท ๔ ครบถ้วนแล้ว จรณะ ๑๕ ก็จะมีครบถ้วน
ด้วย และสามารถจะควบคุมบารมีทั้ง ๑๐ ประการให้คงตัว
อาการทั้ง ๓ อย่างนี้จงทรงอารมณ์ให้ครบ อย่าให้ขาด ถ้าอารมณ์
๓ อย่างบกพร่อง ความสำเร็จที่ต้องการจะไม่เป็นผลเลย ต้อง
พยายามควบคุมอารมณ์ให้ทรงตัว

ทาน

             การบริจาค เป็นการกำจัด โลภะ ความโลภของจิต แล้วคนที่จะ
ให้ทานได้ ก็ต้องประกอบไปด้วยความเมตตากรุณา ตกอยู่ในอำนาจของ
พรหมวิหาร ๔ ถ้าคนใด จิตจับอยู่ในอำนาจของพรหมวิหาร ๔ วันหนึ่ง
สักชั่วขณะจิตเดียว พระพุทธเจ้ากล่าวว่า "หน้าบุคคลผู้นั้นเป็นผู้ที่ไม่วาง
จากฌาน"แล้วคนใดที่มีเมตตาจิตอยู่แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้ว
กล่าวว่า เขาผู้นั้นเป็นผู้มีอภัยทาน มีอานิสงส์มาก ตกนรกไม่เป็น

"สูงสุดคือวิหารทาน"

ทำทานกับคนไม่มีศีล ๑๐๐ ครั้ง มีอานิสงส์ไม่เท่ากับทำทานกับคนมีศีล ๑ ครั้ง

ทำทานกับคนมีศีล ๑๐๐ ครั้ง มีอานิสงส์ไม่เท่ากับถวายทานแด่พระมีศีล ๑ ครั้ง

การถวายทานแด่พระมีศีล ๑๐๐ ครั้ง มีอานิสงส์ไม่เท่ากับการถวายทานแด่พระอรหันต์ ๑ ครั้ง

การถวายทานแด่พระอรหันต์ ๑๐๐ ครั้ง มีอานิสงส์ไม่เท่ากับการถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ ครั้ง

การถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง ก็มีอานิสงส์ไม่เท่ากับการถวายทาน แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ ครั้ง

การถวายทาน แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง ก็มีอานิสงส์ไม่เท่ากับการถวายสังฆทาน ๑ ครั้ง

มีอานิสงส์มาก

เป็นอันว่า วัตถุทานจริงๆ ที่มีอานิสงฆ์ คือการถวายสังฆทาน แต่วัตถุทานอีกอย่างหนึ่งก็คือ

ถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับการถวายวิหารทาน ๑ครั้ง ก็รวมความว่า
วัตถุทานอันดับ ๒ คือสังฆทาน วิหารทานเป็นอันดับ ๑