ก่อนที่หลวงปู่จะออกบรรพชาครั้งที่ ๒ นี้ ให้บังเกิดอาเพศมีเหตุการณ์ประหลาด ๓ ประการทำให้

เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตของการเป็นฆราวาสอย่างที่สุดประการแรก วันนั้นหลวงปู่เดินทางกลับจากบ้าน

พี่ชายทัศน์ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้วัดพิกุลเพื่อจะกลับบ้านพอเดินผ่านมาถึงวัดก็ได้ยินพระสวดมนต์ หลวงปู่ก็เลย

ก้มลงนั่งแล้วยกมือขึ้นมาไห้วสาธุ ในบัดดลนั้นก็ให้บังเกิดมีจิตศรัทธาในพระบวรพระพุทธศาสนาขึ้นอย่าง

จับจิตจับใจ พร้อมทั้งอธิษฐานในใจว่า ข้าพเจ้าจะต้องบวชให้ได้อีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์ครั้งที่สอง หลวงปู่ได้ออกไปเกี่ยวหญ้าเพื่อจะนำมาให้วัว ซึ่งเลี้ยงไว้หลายตัว พอจะก้มลง

เกี่ยวหญ้า ก็บังเอิญเกิดต้นหญ้ามาตำนัยน์ตา ถึงกับน้ำตาไหลพรากแทบจะบอดด้วยความเจ็บปวดอย่างมาก

จึงยกมือพนมขึ้นไห้วพระ ทันใดนั้นก็บังเกิดแรงดลใจขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองว่า ข้าพเจ้าจะต้องบวชให้ได้อีก

ครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์ครั้งที่สาม หลวงปู่ได้ออกไปเกี่ยวหญ้าเช่นเดิมอีก แต่เป็นทางเรือ เพราะน้ำท่วม เท้าได้แช่อยู่

ในเรือเป็นเวลานานเมื่อเกี่ยวหญ้าเสร็จ หลวงปู่ได้ก้มลงวิดน้ำเรือออก วิดเสร็จแล้วก็ยกเท้าขึ้นมาดม มีความ

รู้สึกในใจว่ามีกลิ่นเหม็นเน่าเพราะน้ำมันกัดทำให้เกิดมีอารมณ์สังเวชและสลดใจตัวเองเป็นอย่างมาก

ทำให้บังเกิดมีวิจารณาญาณ ขึ้นมาเองว่า "ตัวเรานี่หนอเน่าทั้งเป็นเสียแล้ว" จะหาความสะอาดและบริสุทธิ์

เหมือนอย่างพระพุทธศาสนานี้ไม่มีอีกแล้ว ทำให้เกิดความตั้งใจมั่นขึ้นอีกเป็นวาระสุดท้ายของการออกบวช

ให้ได้เป็นครั้งที่สอง ด้วยแรงจิตอธิษฐานมาถึงสามครั้งสามครา ประกอบกับบุญบารมีของหลวงปู่ที่มีมาแต่

ปางก่อนมาถึงได้มาดลจิตดลใจ พร้อมทั้งบันดาลให้เกิดความสังเวช และเบื่อหน่ายต่อชีวิตของการครองเรือน

จึงตัดสินใจสละความสุข ความสนุกสนานตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ออกบรรพชาเป็นครั้งที่สอง และพร้อมใจ

ก้าวเข้าสู่ประตูพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนพ.ศ.๒๔๙๑ สมประสงค์ที่ได้ตั้งใจมั่นไว้ นับว่าโชคดี

ของชาวบวรพระพุทธศาสนา ที่ได้บังเกิดมีสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นองค์แทน

ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง พร้อมทั้งพระพฤติและปฏิบัติตามรอยพระบาทของพระโพธิ

สัตย์อย่างเคร่งครัดทุกประการ โดยมีหลวงพ่อพระครูอุดมสมาจารย์ (หลวงพ่อสังข์ แห่งวัดน้ำเต้า)

เป็นองค์อุปัชฌาย์ หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดพิกุล อ.บางบาล จ.อยุธยา ในพรรษาแรกของการบวชหลวงปู่

ได้ใช้เวลาประพฤติและปฎิบัติอย่างจริงจังโดยท่องนวโกวาทได้จนจบหมดทั้งเล่ม จนมีความรู้สึกในด้าน

พระวินัยและธรรมะเป็นอย่างดีเลิศ

www.luangputim.com
     ในระหว่างที่หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดพิกุลนั้นได้มีชาวบ้านนำเอาศพคนตายมาฝากไว้ในกุฏิถึง ๒

ศพด้วยกัน ทำให้เกิดมีแนวกรรมฐานด้วยตนเองอย่างถ่องแท้ พร้อมทั้งอาศัยหลักกรรมฐานด้วยตนเอง

อย่างถ่องแท้ พร้อมทั้งอาศัยหลักกรรมฐานที่ว่า"สามัญในลักษณะ" หมายความว่า ลักษณะที่เสมือน

กันใน สังขารทั้งหลายทั้งปวง สิ่งนั้นก็คือ

อนิจจัง ( ความไม่แน่นอนในสังขาร )

ทุกข์ขัง (ความวุ่นวาย , ไม่สงบสุข ในสังขาร )

อนัตตา (ความตาย , ไม่มีตัวตน )

     พยายามพิจารณาให้เป็นอารมณ์ โดยปฏิบัติด้วยตนเองและอาศัยศพที่ขึ้นอืดเน่าเฟียะ ที่มีอยู่เป็นเครื่อง

พิจารณาแทนอุปกรณ์การเรียน ทีแรกๆ ก็นึกหวาดกลัวอยู่บ้างเหมือนกัน เป็นของธรรมดา เมื่อพิจารณา

จนเกิดความชินในศพทั้งสองนั้น ด้วยการพิจารณาอยู่ทุกคืน โดยเอาเทียนไขจุดตั้งไว้บนปากโลงศพ แล้วก็

นั่งพิจารณาดูศพนั้นตามหลักของ พระพุทธศาสนาที่ว่า อนิจจัง-ทุกข์ขัง-อนัตตา นั่งพิจารณาอยู่จนดู

เสมือนว่าศพนั้นได้ยิ้มและก็หัวเราะเล่นกับเรา เหมือนว่ามีบุญและวาสนามาในทางนี้ จึงทำให้ไม่กลัวต่อศพ

ที่กำลังเน่าเฟียะที่ขึ้นอืดอยู่ในโลงศพนั้น ทั้งๆที่ตัวของหลวงปู่ท่านเองก็ยังไม่มีครูหรืออาจารย์มาช่วยแนะแนว

ทาง หรือมาสั่งสอนให้ก่อนเลย หลวงปู่พยายามปฏิบัติ ด้วยตัวของหลวงปู่เอง ก่อนแท้ๆ เมื่อมีจิตใจ

เข้มแข็งพร้อมแล้ว หลวงปู่ก็แอบเข้าไปเจริญกรรมฐานอยู่ในป่าหลังวัดอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า

พระที่เพิ่งบวชใหม่นี้ ยังไม่ได้พรรษาเลย จะสามารถประพฤติและปฏิบัติได้ถึงขนาดนี้ หลวงปู่ท่านใช้หลัก

การปฏิบัติที่ว่า ทำอะไรต้องทำให้จริงและต้องทำให้สำเร็จให้ได้ มิฉะนั้นแล้วก็จะติดตัวเป็นนิสัย

      คืนแห่งความทรงจำ ในคืนหนึ่งซึ่งมืดสนิทหลวงปู่ได้เข้าป่าหลังวัดพิกุล ซึ่งตอนนั้นถนนหนทาง

ยังไม่มี จะเป็นป่าทึบไม่เตียนรื่นเหมือนปัจจุบันนี้หลวงปู่ท่านได้เข้าไปนั่งเจริญกรรมฐาน จนเวลากลาง

ดึกสงัดแล้วก็เดินเข้ามานั่ง ในพระวิหารของหลวงพ่อโส วัดพิกุล เป็นเวลาประมาณ ตี ๑ เศษ แล้วก็กลับ

มาจำวัดในกุฏิในคืนแห่งความทรงจำนี้ทำให้ได้แนวทางทางกรรมฐานไว้จิตใจ คือ ได้ความวิเวกและวังเวง

อย่างที่สุด อันเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ของแนวทางกรรมฐานของหลวงปู่ รวมระยะเวลาที่จำพรรษาอยู่

ณ วัดพิกุล อ.บางบาล นี้ เป็นเวลา ๑ พรรษา พอออกพรรษา หลวงปู่ก็ได้มาอยู่ยังวัดพระขาว เมื่อปี พ.ศ.

๒๔๙๒ สาเหตุที่มาพรรษาอยู๋ ณ วัดพระขาว ครั้งแรกนั้น ก็เพื่อจะให้ห่างบ้านเกิดเมืองนอนสักหน่อย

ซึ่งในขณะนั้นพระอาจารย์ติ่ง พุทฺธสิริ เป็นเจ้าอาวาสและอีกประการหนึ่ง ที่อยากจะมาอยู่ที่วัดพระขาวนี้

เพราะในสมัยนั้น วัดพระขาวเป็นป่าทึบและก็มีกุฏิร้างอยู่กลางป่าทึบ ๑ หลัง ซึ่งเหมาะที่จะมาประพฤติ

และปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก ระยะแรกที่หลวงปู่ได้มาอยู่ในวัดพระขาว หลวงปู่มีความรู้สึกกลัวต่อสภาพ

และสิ่งแวดล้อมรอบๆ วัดนี้มากแม้แต่ศาลาการเปรียญก็ไม่ค่อยกล้าไป แต่ด้วยใจอันเด็ดเดี่ยวที่ปรารถนา

จะหาธรรมะ เพื่อต้องการเจริญกรรมฐานเป็นที่ตั้งหลวงปู่มีความมานะและอุตสาหะ เพื่อที่จะฝึกจิตใใจให้

หายต่อความกลัวพวกผีปีศาจ อยากจะศึกษาว่า ผีมีจริงหรือไม่ โดยลงไปที่ศาลาในยามวิกาลเป็นขั้นแรก

หลวงปู่ทดลองอยู่ ๓ คืน โดยไม่ให้ใครรู้ เพื่อที่จะค้นคว้าหาสาเหตุของธรรมชาติมนุษย์ที่มักจะกลัวกัน

นักกันหนาก็คือจำพวกผี-ปีศาจ ในระยะเวลาที่หลวงปู่แอบลงมาในยามวิกาลดึกๆดื่นๆ และเงียบสงัดนั้น ก็

เพื่อที่จะสังเกต รูป-เสียง ว่าจะมีอะไรบ้าง ในยามวิกาลผลของการทดลองปรากฏว่า ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องของ

ความน่ากลัวให้ปรากฏเห็นเลย ต่อจากั้นก็ลองไปเจริญกรรมฐานที่อุโบสถในยามวิกาลอีก ๓ คืน เหตุ

การณ์ปกติเหมือนเดิมไม่ปรากฏอะไรให้เห็นเลย ในที่สุดหลวงปู่ก็ไปอยู่ที่วัดร้างกลางป่าในเวลาดึกสงัด โดย

ไม่มีใครรู้เห็นอีก ๓ คืน จนพระในวัดทราบเรื่อง ก็เพราะเด็กวัดที่มาอยู่ด้วยตื่นขึ้นมาไม่เห็นหลวงปู่ ก็

เกิดการกลัวตกใจร้องลั่น จนพระในวัดตกใจตื่น ลุกขึ้นมาค้นหาหลวงปู่ก็พบว่า หลวงปู่แอบไปอยู่ในป่า

หลังวัดแต่ลำพง โดยตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าใน ๓ คืนแรกมาอยู่ในกุฏิร้างกลางป่าช้านี้ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเหตุ

บอกเพทภัย ก็จะจำพรรษาอยู่ในกุฏิร้างแห่งนี้ตลอดไปถ้าตัวหลวงปู่ไม่มีบุญบารมีพอล่ะก็ ขอให้มีอะไรมาดล

ใจหรือปรากฎเหตุการณ์อะไรๆ ให้ต้องอยู่ไม่ได้ในที่นี้ผลสุดท้ายก็เป็นอันว่า หลวงปู่ตกลงจำพรรษาอยู่ใน

กุฏิกลางป่านั้นเรื่อยมาโดยมีสภาพของกุฏิไม่น่าอยู่เลยหลังคาก็ผุรั่ว พื้นก็ผุพง เอาเสื่อเก่าๆ ของวัดที่ใช้

รองศพอาจารย์ทรัพย์ซึ่งเป็นสมภารเก่าของวดพระขาวซึ่งมรณภาพแล้ว กลิ่นสาบเห็นสางยงติดอยู่มาปูลง

นอน จนทายกเห็นความมานะ และความรักสันโดษของหลวงปู่ จึงได้ชักชวนชาวบ้านย่านใก้ลๆ วัดมาปรับปรุง

กุฏิ ให้น่าอยู่อาศัยขึ้น โดยมี น้าโชติ,น้าเก๋,น้าฟู เป็นผู้นำปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม

     ในระหว่างจำพรรษที่กุฏิกลางป่า หลวงปู่ก็ได้เริ่มนั่งเจริญกรรมฐานอย่างเอาจริงเอาจัง โดยพิจารณา "อัฐิกรรมฐาน" คือ พิจารณากระดูกเป็นอารมณ์

จนรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ขึ้นใจในกรรมฐานเท่าใดนัก

      อยู่มาคืนวันหนึ่ง เมื่หลวงปู่ปฏิบัติธรรมเจริญกรรมฐานเรียบร้อยดีแล้ว ก็เข้าจำวัดในกุฏิร้างกลางป่าในคืนนั้นหลวงปู่ก็เกิดนิมิตขึ้นอย่างประหลาดและ

อัศจรรย์มากคือในฝันว่าหลวงปู่กำลังนั่งสมาธิอยู่ในป่าได้มี ชีปะขาว นุ่งขาว ห่มขาว มาจนถึงตัวด้านขวาแล้วในฝันนั้นชีปะขาวบอกว่า ท่านจะมาอยู่กุฏิกลาง

ป่านี้ท่านต้องเปลี่ยนการเจริญกรรมฐานเสียใหม่ คือ ท่านจะต้องพิจารณาถึงความตายให้เป็นอารมณ์ถึงจะอยู่ที่กุฏินี้ได้ ต่อจากนั้นหลลงปู่ก็สะดุ้งตื่นทำให้มีกำลัง

ใจไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย กลับรู้สึกทราบซึ้งในบุญวาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาช่วยเหลือและช่วยแนะแนวทางให้ด้วยเหตุว่าวันข้างหน้าจะต้องมีเหตุการณ์ที่อันตราย

และเป็นอุปสรรคต่อการเจริญกรรมฐานมาก ถ้าการเจริญกรรมฐาน แตกก็จะทำให้เสียผลที่ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นต่อมาเหตุการณ์ที่ชีปะขาวมาเข้าฝันในคืนนั้นก็

เป็นจริงดังว่า คือ ในคืนต่อมาได้มีผู้นำเอาศพของชายผู้หนึ่งซึ่งถูกยิงตาย กำลังหามกันมาร่องแร่ง แล้วก็มาหยุดอยู่ข้างกุฏิร้างที่หลวงปู่อยู่ต่างก็เร่งรีบช่วยกันขุดหลุม

เพื่อที่จะฝังศพของชายผู้นั้นอย่างฉับไว ซึ่งอยู่ใก้ลกับกุฏิของหลวงปู่ ที่ใช้ปฏิบัติกรรมฐานอยู่เมื่อเสร็จแล้วก็รีบไป ภาพและเหตุการณ์ที่เห็นในคืนนั้น ทำให้จำวัด

ไม่หลับเแย มิใช่ว่าจะกลัว พยายามข่มใจให้อยู่ได้แล้วก็ยังหลับไม่ลงจนรุ่งสว่าง เพราะภาพนั้นติดตา จนเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าขืนจำวัดอยู่ ณ ที่นี้ ในไม่ช้า

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเขาสืบรู้เข้ามาให้เป็นพยานสอบถามหาความแล้ว จะปฏิเสธว่า ไม่รู้ไม่เห็นก็กระไรอยู่เพราะจะทำให้ผิดศีล จึงตัดสินใจออกจากกุฏิร้าง

กลางป่าแห่งนั้น แล้วมุ่งหน้าไปจำวัดอยู่ยังวัดน้ำเต้ากับอุปัชฌาย์ คือ หลวงพ่อสังข์ อยู่กับหลวงพ่อวัดน้ำเต้าประมาณ ๑ เดือน ในระหว่างที่อยู่กับหลวงพ่อ

สังข์นั้น หลวงพ่อสังข์ได้ไต่ถามถึงความเป็นมาของการปฏิบัติกรรมฐานที่ผ่านๆ มาอย่างไรบ้าง โดยตั้งคำถาม ถามหลวงปู่ก่อนว่า

ถาม : การปฏิบัติธรรมกรรมฐานท่านั่งอย่างไร ทำอย่างไร     ตอบ : นั่งท่าสมาธิ คือ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย

ถาม : ท่านพิจารณาอะไร เป็นอารมณ์                                  ตอบ : พิจารณา ถึง ความตายเป็นอารมณ์

ถาม : ท่านบริกรรม ว่าอย่างไร

ตอบ : บริกรรมว่า "มรณังภวิสติ" ซึ่งแปลความว่า ความตายจักมี "ชีวิตินทรียัง อุปชิตชิตสติ ซึ่งแปลความว่า ชีวิตอินทรีย์ จะเข้าไปขาด

      เมื่อหลวงพ่อสังข์ ทราบเรื่องแล้ว หลวงพ่อสังข์ก็กล่าวชมเชยว่า ใช้ได้ทั้งๆที่ยังไม่มีใครสอนหรือต่อให้มากอน พร้อมทั้งพูดเสริมขึ้นอีกว่า "ฉันบวชให้คุณ

ฉันได้บุญหลาย" ต่อจากนั้น หลวงปู่ก็ได้นั่งปุจฉา-วิสัชนาอยู่กับหลวงพ่อวัดน้ำเต้าอย่างใก้ลชิด และทราบซึ้งในธรรมะมาก นับว่าเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่

ท่านได้รับรู้แนวทางการเจริญธรรมกรรมฐานอย่างจริงจังหลวงปู่มีเวลาอยู่เจริญกรรมฐานกับหลวงพ่อวัดน้ำเต้าอย่างใก้ลชิดเป็นเวลา ๑ เดือนเต็ม หลวงปู่ก็

กราบขอลาหลวงพ่อสังข์กลับมาอยู่จำพรรษายังวัดพระขาวตามเดิม

       เมื่อหลวงปู่กลับมาอยู่กุฏิที่วัดพระขาวอย่างเดิมก็มีเหตุการณ์ให้ติดตาติดใจหลวงปู่หลายๆ อย่าง คือ คืนวันหนึ่งมีการเผาศพคุณวิเชียร ทรงเคารพ วันนั้น

หลวงปู่ได้ขึ้นพิจารณาศพของคุณวิเชียร บนเชิงตะกอนเป็นนิมิตจนติดตา เนื่องจากศพที่เผานั้นไม่นอมไหม้ไฟต้องนำเอาศพของคุณวิเชียรนั้นออกจากเชิงตะกอน

แล้วนำศพนั้นมาหั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วจึงนำเอาชิ้นส่วนศพนั้นไปเผาไฟใหม่ถึงจะไหม้ ตอนหลังได้ทราบว่าศพนั้นถูกคุณทางไสยศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น

หลวงปู่ได้นำมาให้เกิดเป็นนิมิตเพื่อพิจารณาแนวทางกรรมฐานของการเจริญในเรื่อง "มรณานุสสติ" คือ พิจารณาศพที่ตายนั้นเป็นอารมณ์ พร้อมทำสมาธิอยู่

ในกุฏิกลางป่า เมื่อได้อารมณ์สงบดีแล้ว จึงเข้าไปเดินจงกลมที่ในป่ายามดึกสงัดของคืนวันนั้น โดยอาศัยนิมิตของคุณวิเชียร ที่ตายนั้นเป็นอารมณ์ เดินกลับไปกลับมา

อยู่ในป่าหลังวัดนั้น โดยที่ไม่มีแสงไฟหรือแสงสว่างอะไรเลย นอกจากแสงดาวระยิบระยับเท่านั้น จนถึงเวลาอันสมควรแล้ว จึงได้ขึ้นมาบนกุฏิร้าง เพื่อกรวด

น้ำอุทิศบุญกุศลไปให้ยังผู้ตายมีคุณวิเชียรเป็นต้น แล้วจึงเข้าจำวัด ถึงกระนั้นจิตก็ยังไม่ยอมละจากกรรมฐานในขณะนั้นเองก็บังเกิดมหัศจรรยืขึ้นอย่างประหลาด คือ

มีเสียงดัง ปัง! ปัง! ปัง! ขึ้นถึง ๓ ครั้ง คล้ายกับว่าเหมือนมีใครเอาท่อนไม้มาตีที่ระเบียงกุฏิร้างนั้น ทั้งๆที่รอบๆ กุฏิก็ไม่มีต้นไม้ หรือกิ่งไม้ใหญ่มาปกคลุมเลย

หลวงปู่ไม่รู้สึกประหวั่นหรือกลัวเลยแม้แต่น้อยเนื่องจากมีจิตใจที่ตั้งมั่นอยู่ในกรรมฐานทุกเวลา เหตุการณ์ที่ระทึกขวัญนี้ หลวงปู่สำนึกว่าคงเป็นคุณวิเชียรที่ตาย

นั้นมาแสดงอาเพศ เพื่อที่จะให้หลวงปู่มีจิตใจเจริญกรรมฐานได้สำเร็จลุล่วงด้วยดี สำหรับคุณวิเชียรที่ตายนั้นก็คงไปเกิดในที่ดีๆ ด้วยเช่นกัน หลวงปู่ท่านอธิบาย

ว่า ผู้ที่เจริญกรรมฐานเพื่อจะให้พ้นทุกข์สำเร็จได้ จะต้องประสบกับเรื่องทำนองนี้เองเสมอๆ จนดูเสมือนว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขาจะต้องมาลองใจเราไม่ว่า

วันใดก็วันหนึ่ง

       ระหว่างอยู่จำพรรษาที่กุฏิร้างกลางป่าทึบนั้น ก็มีเหตุการณ์มหัศจรรย์และก็แปลกประหลาดอีก หลวงปู่ท่านจะเล่าให้เราฟังอีกดังนี้ วันหนึ่งซึ่งเป็นฤดูหนาว มี

ลมหนาวพัดโชยมาตลอดเวลา ในตอนเช้าหลวงปู่ได้ขึ้นมาฉันอาหารจากบิณฑบาตเช้า ที่บนวัดเหมือนเช่นเคย เมื่อฉันอาหาร บิณฑบาตเสร็จแล้ว เวลาประมาณ

๑๐ นาฬิกา หลวงปู่ก็ได้เดินลงจากวัด เพื่อที่จะกลับไปยังกุฏิกลางป่าที่ใช้จำพรรษาอยู่นั้น พอหลวงปู่เดินมาจวนถึงกุฏิ ซึ่งสองข้างทางเป้นป่าละเมาะทั้งนั้น

ก็ได้มีตัวตะกวดใหญ่มากตัวหนึ่ง สังเกตจากความยาววัดจดหางยาวหลายฟุต มีหลังกว้างมาก มันกำลังก้มลงกินน้ำในอ่างบันไดที่จะขึ้นกุฏิ เมื่อหลวงปู่

เดินมาจนใก้ล เจ้าตะกวดตัวนั้นเมื่อเห็น หลวงปู่เข้า ก็ตกใจวิ่งพรวดออกไปเพื่อจะหนีเข้าป่า แล้วมันก็หยุดชูหัวขึ้นดูหลวงปู่ ต่อจากนั้นหลวงปู่ก็หยุดยืนสงบนิ่ง

แล้วเพางมองไปยังเจ้าตะกวดนั้น พร้อมทั้งปล่อยจิตให้ว่างเปล่าทันที เป็นการแผ่เมตตาไปยังสัตว์นั้น ทันใดนั้นแทนที่เจ้าตะกวดอันแสนเปรียวนี้จะหนีต่อไป

แต่เหตุกาณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ มันหันหลังกลบมาถึงเท้าของหลวงปู่ซึ่งยืนอยู่ หลวงปู่เห็นเช่นนั้นก็เลยปล่อยจิตให้ว่างเปล่า พร้อมทั้งเจริญเมตตาต่อสัตว์ นั้น

โดยกำหนดจิตว่า "สุดแท้แต่ ท่านจะกัดหรือจะขบเราก็ตามใจชอบเถิด" เท่านั้นเอง เจ้าตะกวดใหญ่ตัวนั้น กลับแลบลิ้นเลียอยู่ที่ฝ่าเท้าของหลวงปู่สักครู่หนึ่ง

แล้วมันก็ค่อยๆ หันหลังตลานอย่างแช่มช้า แล้วหายเข้าป่าละเมาะไปอย่างแปลกประหลาดที่สุด เพราะเจ้าสัตว์นี้ น้อยนักที่จักเข้าใก้ลคนมนมักจะเผ่นหนีอย่าง

ไม่คิดชีวิตทีเดียว หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟังอีกว่าบางคืนดึกๆ ดื่นๆ ระหว่างที่นั่งเจริญกรรมฐานนั้น มีงู มีตะขาบ เลื้อยขึ้นมาบนตักบ่อยๆ จะเป็นงูพิษหรือ

เปล่าก็ไม่รู้ เพราะมืดมองไม่เห็นแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรให้เจ็บปวดเลย นับว่าเป็นความมหัศจรรย์ยิ่ง

      หลวงปู่จำพรรษาอยู่ป่าได้ไม่นานนัก ต่อมาทางวัดสันติการาม (วัดสีคต) ขาดสมภารเจ้าอาวาสที่จะปกครองดูแลวัด ชาวบ้านที่พอจะรู้ความเป็นมา

ของหลวงปู่ ต่างก็พากันมาขอร้องให้หลวงปู่ไปดำรงตำแหน่งที่วัดนั้น หลวงปู่ท่านกลับปฏิเสธไม่ยินดีต่อ ยศถา หรือ สมณศักดิ์นั้นๆ ทำให้ชาวบ้านวัดสีคต

ต่างผิดหวังในตัวหลวงปู่ จึงได้พากันไปขอร้องต่อหลวงพ่อสังข์ แห่งวัดน้ำเต้า ซึ่งเป็นอุปัชฌาย์ของหลวงปู่ ให้มาช่วยพูดกับหลวงปู่ จนหลวงปู่ต้องยิน

ยอมตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อวัดน้ำเต้า เพราะเห็นแก่อุปัชฌาย์จะขัดใจก็กระไรอยู่ จึงจำใจทำตามคำขอร้องของอุปัชฌาย์อย่างเสียมิได้ หลวงปู่เสียใจ

มาก ใช้ว่าจะดีใจในตำแหน่งสมภารเจ้าวัดนั้น เพราะการเป็นสมภารนั่น มันหยาบ ที่ว่าหยาบนั้นหมายความว่า จิตใจที่เคยว่างเปล่าบริสุทธิ์ จะต้องมาหมกมุ่น

กับภาระหน้าที่ของสมภาร การเป็นสมภารเจ้าวัดจะอยู่นิ่งเฉยมิได้ จะต้องทำนุบำรุงก่อสร้างพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบเนื่องต่อไป เมื่อได้รับคำสั่ง

ให้เป็นสมภารวัดสีคตนั้น ใจของหลวงปู่หายแวบเลยพร้อมั้งกล่าวกับตัวเองว่า "ต่อไปนี้ชีวิต ของเราคงจะต้องดิ่งลงต่ำเสียแล้ว เสียดาย เสียดาย จริงๆ

เสียดายเวลาที่เราได้ประพฤติปฏิบัติมาแต่เก่าก่อน" หลวงปู่เปรียบเหมือนว่าตัวเอง ได้พลัดตกลงมาจากต้นตาลเลยทีเดียว... แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของ

หลวงปู่ท่านที่ไม่ปรารถนาต่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เหมือนกบคนบางจำพวก ที่เสาะแสวงหาความสุขใส่ตัว รวมระยะเวลาได้ ๓ พรรษา ที่หลวงปู่ได้ดำรง

ตำแหน่งสมภารเจ้าอาวาสวัดสันติการาม (วัดสีคต) แห่งนี้ ระหว่างที่หลวงปู่เป้นสมภารอยู่วัดสันติการามนี้ ได้สร้างหอสวดมนต์ไว้เป็นอนุสรณ์ ๑ หลัง

เมื่อปีพ.ศ.๒๔๙๖ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๙๘ หลวงปู่ได้มาดำรงตำแหน่งเป็นนสมภาร ณ วัดพระขาว อ.บางบาล เนื่องจาก วัดพระขาวนี้ขาดสมภาร เพราะท่าน

สมภารเก่า (สมภารติ่ง พุทฺธสิริ) ท่านลาออก ชาวบ้านพระขาวต่างก็รู้เคยเห็นการประพฤติการปฏิบัติของหลวงปู่มาก่อน ก็ไปขอร้องให้หลวงปู่มาดำรงตำแหน่ง

สมภารยัง ณ วัดพระขาว ต.พระขาว อ.บางบาล จ.อยุธยา เรื่อยมาจวบจนทุกวันนี้และได้บูรณปฏิสงขรณ์สภาพของวัดที่เก่าแก่แต่เดิมให้เป็นของใหม่ทั้งหมด

ดังที่เราได้เห็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะด้วยบุญและบารมีของหลวงปู่ท่านอย่างแท้จริง จึงมีผลงานให้ปรากฏเห็นทุกวันนี้ คือ

๑.ปรับปรุงกุฏิทั้งหมด รวม ๙ หลังด้วยกัน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙-๒๕๐๑

๒.สร้างหอสวดมนต์ ปี พ.ศ.๒๕๐๑

๓.เปลี่ยนกระเบื้องหลังคาอุโบสถ จากกระเบื้องดิน ให้เป็นกระเบื้องเคลือบ

๔.ยกช่อฟ้า พระอุโบสถ , ทำหน้าบรรณอุโบสถ ทำกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ , ทำรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กรอบๆบริเวณ , สร้างศาลาพักร้อนหน้าวัด

๕.สร้างฌาปนสถาน (เมรุเผาศพ)

๖.ปฎิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ และสร้างศาลาเรียง , พร้อมทั้งเปลี่ยนกระเบื้องศาลาทั้งหมด ,ทำห้องสุขาชาย-หญิง พร้อมห้องน้ำ

๗.สร้างถังน้ำคอนกรีตใหญ่ พร้อมทั้งติดเครื่องสูบน้ำ

๘.สร้างหอปริยัติธรรม และศาลาเรียง

๙.สร้างสะพานคอนกรีตจากกุฏิไปยังศาลาการเปรียญ

๑๐.เปลี่ยนกระเบื้องหลังคาพระอุโบสถ จากกระเบื้องเคลือบ มาเป็นกระเบื้องลายเทพพนม

๑๑.สร้างภาพเขียนฝาผนังในพระอุโบสถ เป็นภาพพุทธประวัติ และเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก

๑๒.สร้างศาลาบำเพ็ญศพ

      ผลงานทั้งหมดนี้ หลวงปู่ท่านเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งนั้น แสดงให้เห็นว่าหลวงปู่ท่านเป็นนักพัฒนาอย่างยิ่ง พร้อมทั้งบารมีของหลวงปู่อย่างถ่องแท้จริงๆ

จึงสามารถสร้างและปฏิสังขรณ์วัดพระขาวนี้ สำเร็จลุล่วงอย่างฉับไวดั่งเนรมิต แม้กระทั่งการออกเที่ยวเรี่ยไรตามชาวบ้านก็ไม่เคยเลย มีแต่ไอ้ผีเท่านั้นที่เที่ยว

ออกใบอนุโมทนาบัตรให้กับชาวบ้านอ้างว่าหลวงปู่จะสร้างนั่นสร้างนี่ หลวงปู่มักจะเรียกบุคคล ที่ประพฤติไม่ดีว่า "ไอ้ผี"หมายถึงพวกที่ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

      หลวงปู่ก่อสร้างวัดใหม่ทั้งหมดนี้ ด้วยเงินอันบริสุทธิ์ ของท่านทั้งที่ได้อนุโมทนามากับกองกฐินบ้างผ้าป่าบ้าง ถวายเป็นส่วนตัวบ้าง หลวงปู่ท่านจะนำมา

ก่อสร้างวัดให้หมดไป เนื่องจากหลวงปู่ท่านไม่หยิบปัจจัย และผ้าป่าของหลวงปู่ที่ได้ดำริจัดสร้างขึ้นมาปีละครั้งนั้น ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายใฝ่ในพุทธศาสนา

หลวงปู่ท่านจะเอาจากท่านฝ่ายเดียวไม่ดี จะมีของตอบแทนให้ท่านทุกๆครั้งไป เพื่อเป็นสินน้ำใจของผู้บริจาคของตอบแทนของหลวงปู่นั้น เดี๋ยวนี้มีค่ามากเป็น

เหรียญรูปเหมือนของหลวงปู่กับหลวงพ่อขาว ซึ่งเป็นพระประธานในอุโบสถอยู่ด้านหน้า สร้างให้เป็นของขวัญสำหรับท่านทั้งหลายปีละหลายพันเหรียญ

      นอกจากหลวงปู่จะเป็นนักพัฒนาที่เก่งกาจแล้วหลวงปู่ยังเป็นนักศึกษาธรรมะที่ล้ำเลิศมากอีกด้วยด้วยสติปัญญา และความจำอนแม่นยำสามารถสอบได้

ถึงนกธรรมช้นเอก โดยที่ใช้ระยะเวลาไม่นานเลยและได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูชั้นโท ดังมีสถิติดังนี้

ปี พ.ศ.๒๔๙๒ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี

ปี พ.ศ.๒๔๙๓ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท

ปี พ.ศ.๒๕๐๐ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก

ในปี พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลน้ำเต้า-ตำบลพระขาว พร้อมทั้งได้รับแต่ง ตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์

ปี พ.ศ.๒๕๑๒ ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นตรี พร้อมทั้งได้รับพระราชทินนามว่า "พระครูสังวรสมณกิจ"

ในด้านการศึกษา จะเห็นได้ว่าหลวงปู่ท่านมีน้ำใจฝักใฝ่อย่างจริงจังแล้วมักจะทำอะไรต้องต้องทำจริงๆ และต้องให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ในไม่ช้า สมกับเป็นชายชาติ

ทหาร ต่อมาหลวงปู่มาพินิจพิจารณาเห็นว่า การมาลุ่มหลงใฝ่ฝันในยศถาบรรดาศักดิ์นี้ ไม่ทำให้เราพ้นทุกข์ได้แน่ มีแต่จะเพิ่มความทุกข์ทรมานจิตใจเราให้

มัวเมาและลุ่มหลง ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดกิเลส จะมีแต่ความโลภ ความโกรธ และความหลวง เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว หลวงปู่ท่านจึงหันหน้ามาศึกษาหนทางแห่ง

ความตาย พยายามศึกาาและค้นคว้าหลัก สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยตัวของหลวงปู่เอง และได้ออกธุดงค์เป็นครั้งแรก โดยไปปัก

กลดที่สระบุรี ในตอนเช้าหลวงปู่ออกบิณฑบาตรเดินไปสวนทางกับพระ ในละแวกนั้น ซึ่งพระท่านกำลังรับบิณฑบาตรอยู่ ก็เกิดความคิดขึ้นว่า นี่เรากำลังมาแย่ง

อาหารจากเขาซึ่งเขาได้รับอยู่ประจำทุกวันๆ จึงตัดสินใจหันหลังกลับทั้งๆ ที่ข้าวในบาตรมีเพียงทัพพีเดียวเท่านั้น เมื่อกลับมาถึงกลดที่พัก ได้มีชาวบ้านนำอาหาร

มาถวายพอประมาณ จึงตัดสินใจถอนกลดเดินทางอยุธยา เลิกธุดงค์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาหลวงปู่กลับมาอยู่วัด ได้ศึกษาวิชาวิปสสนากรรมฐานด้วยตนเอง

และได้เที่ยวแสวงหาแนวทางแห่งกรรมฐานเพิ่มเติมอีก และได้เดินทางไปศึกษาการเจริญกรรมฐานกับหลวงพ่อจง แห่งวัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.อยุธยา ไปๆ

มาๆ อยู่หลายหนเพราะอยู่ไม่ไกลกับวัดพระขาวนักหลวงพ่อจงท่านได้แนะแนวทาง"ทางเมตตาให้" หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟังว่า มีอยู่หนหนึ่ง หลวงปู่ได้เดินตัดทุ่งไป

หา หลวงพ่อวัดหน้าต่างนอกพอจะเลี้ยวเข้าหลังวัด ซึ่งเป็นทุ่งนาได้มีเหลือบควายตัวหนึ่งบินมาเกาะที่แขนขวา เพื่อหวังจะกินเลือดด้วยความหิว หลวงปู่ได้เอามือปัด

ไล่มันไป ถึงสองครั้งก็แล้วเจ้าเหลือบตัวนั้นก็ไม่ยอมหนี พอครั้งที่สาม จึงหยุดนิ่งปล่อยให้เจ้าเหลือบนั้นดูดเลือดกินจนอิ่ม อ้วนแทบจะบินไปไม่ไหว เพื่อสนองความ

ต้องการของมันความรู้สึกตอนั้นมันช่างเจ็บปวดแปลบเข้าในหัวใจทีเดียวหลวงปู่มีความรู้สึกสบายใจมากที่ได้ช่วยเหลือเจ้าเหลือบนั้นเมื่อยามหิวโหยจนอิ่มหนำดี

แล้วก็บินไปด้วยความปลอดภัย เป็นเรื่องแปลกให้เราได้คติและข้อคิดมาก ในเรื่องความมีเมตตาปรานี ต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก อันเป็นการบำเพ็ญทานอย่างหนึ่ง

ที่จะเป็นแนวทางสู่ความสำเร็จ ผู้ที่จะสำเร็จมรรคผลทางนี้ได้ ย่อมจะมีอะไรมาลองจิตลองใจอยู่เสมอ หรือเรียกว่า ตัวมาร ถ้าจิตปล่อยให้ตัวมารมาครอบงำได้

จิตนั้นก็ย่อมแต่สบายหรือที่เรียกว่า ตะบะแตก มรรคผลที่ปลูกเอาไว้มันก็จะเสีย เพราะฉะนั้นจึงต้องพยายามฝึกจิตให้ชนะมาร

      ในสมัยก่อนชาวบ้านเข้าจะทดลองว่าพระที่ปฏิบัติกรรมฐานนั้น จะมีจิตเข้มแข็งหรือไม่นั้น เขาจะนิมนต์พระไปชักมหาในป่าตอนดึกๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงปู่ถูก

นิมนต์ ไปชักมหาบังสกุลกับหลวงพ่อจง และหลวงพ่อสังข์ ในป่าหลังวัดบางยี่โท เพื่อเป็นการทดลองตะบะของหลวงพ่อทั้งสาม โดยนำเอาศพของ

คนตายที่กำลังมีกลิ่น เหม็น นัยน์ตาโปน หาศพที่น่ากลัวมากๆ นำไปนั่งพิงโคนต้นไม้ในป่าที่เงียบสงัด นั่งพนมมือมีผ้าบังสกุลวางอยู่บนสามผืน แล้วนิมนต์

หลวงพ่อทั้งสามให้เข้าไปพิจารณาทีละรูปในยามดึกๆโดยจับสลากกัน ยามแรกหลวงพ่อจง ท่านเข้าไปพิจารณาก่อนเวลาประมาณ ๕ ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน ยามที่

สองหลวงปู่วัดพระขาวเป็นผู้พิจารณา ตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงคืนไปแล้ว เรื่อยไปตามลำดับ หลักการพิจารณาของหลวงปู่ท่านมีง่ายๆ คือเดินเข้าไปยืน

พิจารณาอยู่เหนือลม เพื่อจะได้ไม่มีกลิ่นเหม็นจากศพนั้น เพราะจะทำให้เรารู้สึกหวาดกลัวและจะอยู่ไม่ได้นาน ประการสองนึกเสียว่า งูที่มีพิษหรือสิงสาราสัตว์

ร้ายต่างๆ เมื่อมีชีวิตอยู่ เมื่อกัดเรา เราก็ตาย แต่เมื่อมันตายแล้วพิษหรือความดุร้ายของมันก็จะหมดไปก็หมดความน่ากลัว ก็เหมือนดังศพที่อยู่ตรงข้างๆเรานี้

ตายแล้วถึงจะทำร้ายก็ไม่เป็นไร พิษสงก็หมดไปเหมือนดั่งเช่นงูที่ตาย เมื่อฟังดูแล้วทำให้เราค่อยคลายความกลัวเรื่องผีๆสางๆไปได้บ้าง

      ต่อมา หลวงปู่ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาวิชาวิปัสสนากรรมฐาน กับหลวงพ่อสด จนฺสโร แห่งวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. ซึ่งเป็นพระธรรมกายที่มี

ชื่อเสียงมาก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ "หลวงพ่อวัดปากน้ำ" หลวงปู่ได้อยู่เจริญกรรมฐานกับหลวงพ่อสด จนฺทสโร เป็นเวลาหลาย

คืนหลายวัน หลวงปู่ได้แนวทางในการทำ "สมาธิ ภาวนา"หลวงพ่อสด จนฺทสโร ท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ไม่ยอมหยิบปัจจัยเช่นเดียวกับหลวงปู่

เหมือนกัน ระหว่างที่หลวงปู่ได้มาอยู่ศึกษาธรรมที่วัดปากน้ำนั้นขณะที่หลวงปู่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับหลวงพ่อสด ได้มีหญิงสองคนเข้ามาหา แล้วหญิงคนที่หนึ่งได้

เอ่ยถามหลวงพ่อสดว่าบิดาของฉันที่ได้ตายไปแล้วนั้นเวลานี้ท่านได้ไปเกิดแล้วหรือยัง หญิงคนที่สองก็เอ่ยถามหลวงพ่อต่ออีกว่า แล้วสามีของดิฉันล่ะคะ เวลานี้ก็ได้

ตายไปแล้วเหมือนกัน เวลานี้เขาไปเกิดแล้วหรือยังและไปเกิดอยู่ ณ ที่ใด หลวงพ่อสดท่านให้หญิงม่ายทั้งสองนั่งรอสักครู่ แล้วหลวงพ่อแห่งวัดปากน้ำก็เดิน

ขึ้นไปยังชั้นบน ปล่อยให้หญิงม่ายทั้งสองนั่งคุยกับหลวงปู่วัดพระขาวไปพลางๆ ก่อนแล้วสักพักใหญ่หลวงพ่อสด จนฺทสโร ท่านก็เดินลงมานั่งยังที่เดิมแล้ว

หลวงพ่อท่านก็พูดขึ้นว่า พ่อของดยมที่ได้ตายไปแล้วนั้น บัดนี้ เข้าได้ไปเกิดเป็นมนุษย์แล้วอยู่แถวๆบ้านโยมนั่นแหละ ส่วนสามีของโยมอีกคนนั้น เข้ายังไม่ได้

ไปผุดไปเกิดยังอยู่ใช้เวรกรรมที่เขาได้ทำไว้หญิงม่ายผู้นั้นได้ถามต่ออีกว่า เหตุที่เขาไม่ได้ไปผุดไปเกิดนั้นสามีของดิฉันเขาได้สร้างเวรสร้างกรรมอะไรไว้หรือ

หลวงพ่อสดท่านตอบว่า เหตุที่สามีของโยมที่ยังไม่ได้ไปเกิดนั้น เป้นเพราะเขาได้ทำกรรมไว้มาก คือ เมื่อตอนเขายังมีชีวิตอยู่ เมื่อตอนเข้ายังหนุ่มได้ไปฆ่าเขา

ไว้ เวรกรรมอันนี้แหละที่ทำให้สามีของโยมไม่ได้ไปผุดไปเกิด ยังตกอยู่ในนรกอเวจีอีกนาน เหตุการณ์ที่หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟัง นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่

หลวงพ่อแห่งวัดปากน้ำ ท่านสมารถหยั่งรู้และก็สามารถเห็นในเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนคงจะเป้นเพราะว่าหลวงพ่อท่านสามารถกระทำ

จิตเป็นสมาธิ โดยนั่งวิปัสสนากรรมฐานและภาวนาสำเร็จถึงขั้นสุดยอด จึงสามารถมองเห็นเรื่องราวในอดีตได้เหมือนกับหลวงปู่วัดพระขาวเหมือนกัน เพราะ

ข้าพเจ้าเคยแกล้งลองใจถาม หลวงปู่ว่า "หลวงปู่นั่งสวดมนต์ภาวนากลางคืนดึกๆดื่นๆ เป็นประจำหลวงปู่เคยเห็นตัวเลขอะไรๆบ้างไหม" หลวงปู่ตอบ

ด้วยความโมโหว่า "เห็นแต่บอกไม่ได้" แล้วหลวงปู่ท่านก็แจงให้เข้าใจว่า ถ้าฉันบอกให้แกไปถูก ทางโน้นเขาเป็นฝ่ายเสียเงิน ฉันก็ผิดที่ทำให้เขาเสียเงิน ถ้าฉัน

บอกให้แกไปผิดๆ ทำให้แกเสียเงิน ฉันก็ผิดอีกมันไม่ดีถ้าจะเอาดีทางนี้ล่ะก็มันดีไม่นาน หวังว่าทุกๆคนที่ชอบเรื่องแบบนี้คงเข้าใจในความหมายของหลวงปู่ท่านดี

      ต่อมาหลวงปู่ท่านได้พาสามเณรไปฝากเรียนพระปริยัติธรรมกับหลวงพ่อสด แห่งวัดปากน้ำนี้ ๑ รูปซึ่งปัจจุบันนี้สอบเป็นมหาได้แล้ว คือ ท่านมหายุ้ย

ปทสนฺโต แห่งวัดเขาวัง จ.ราชบุรี ต่อจากนั้นหลวงปู่ได้เดินทางไปศึกษากรรมฐานกับอาจารย์จู อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี อาจารย์จูท่านสามารถนั่งสมาธิเจริญ

กรรมฐานเห็นอะไรๆได้ทุกอย่าง

      ครั้งสุดท้ายหลวงปู่ท่านได้ออกเดินทางไปยังสำนักเขาวงกฏ บ้านหมี่ ลพบุรี ซึ่งเป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียงและใหญ่มากในสมัยนั้น การเดิน

ทางไปแต่ละครั้งๆ นั้นแสนยากและก็ลำบากใจมากด้วยเหตุที่ว่า หลวงปู่ท่านไม่จับปัจจัย และก็ไม่มีลูกศิษย์ที่จะติดตามไปด้วย ต้องอาศัยให้คนที่รู้จักกันนำ

ปัจจับไปฝากไว้ตามร้านอาหาร เพื่อให้ช่วยจัดการและช่วยซื้อตั๋วให้เป็นค่าโดยสารรถ และเรือที่ๆหลวงปู่ท่านจะเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟังว่า

และก็นึกถึงอยู่เสมอร้านอาหารที่หลวงปู่เข้าไปฉันอาหาร เมื่อรู้ว่าหลวงปู่ท่านไม่จับปัจจัยก็ไม่ยอมคิดค่าอาหารจะถวายให้หลวงปู่เสมอ ฉะนั้นเงินที่ฉันให้เขามาฝาก

ไว้นั้น ฉันก็ไม่เอาคืนเหมือนกัน ยกให้หมดเลย ขอเพียงแต่ท่านช่วยซื้อตั๋วส่งลงเรือให้กลับวัดได้ ก็พอแล้วนับว่าหลวงปู่ท่านประพฤติและปฏิบัติได้ลำเลิศจริงๆ

และเป็นผู้ที่ชอบค้นคว้าแสวงหาธรรมะอย่างจริงจังและจริงใจมาก จัดว่เป็นพระเกจิอาจารย์ที่ลำเลิศในแนวทาง "สมาธิ-ภาวนา และเมตตา" อันสูงส่งยิ่ง

ในปัจจุบันนี้ ยากนักที่จักหาไหนเสมอเหมือน พร้อมไปด้วยพระพุทธคุณ พระะรรมคุณ และพระสงฆ์คุณประพฤติปฏิบัติตามรอยพระบาทของสมเด็จ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วัตถุมงคล ของหลวงปู่แต่ละชิ้นที่หลวงปู่ได้สร้างขึ้นมาแต่ละรุ่นเป็นพันๆเหรียญ ที่ได้แจกให้กับญาติ

โยมและลูกศิษย์ลูกหา ในงานทอดผ้าป่าแต่ละปีๆเป็นที่นิยมชชอบของนักสะสมวัตถุมงคลเป็นอย่างมากดังจะ ชี้แจงให้ทราบกันดังต่อไปนี้

      ปี พ.ศ.๒๕๑๘ หลวงปู่ได้สร้างเหรียญเป็นครั้งแรกเพื่อเป็นของชำร่วยในการจัดทอดผ้าป่าสามัคคี ๒๕๑๘ กองๆละ ๑๘ บาทสร้างจำนวนพระประธาน

ในอุโบสถ ด้านหลังเป็นรูปของหลวงปู่นั่งสมาธิ โดยให้พระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่เป้นผู้ทำพิธีพุทธาภิเษกก่อน(หลวงพ่อสังข์) ต่อมาทุกๆปี หลวงปู่จะจัดทอดผ้าป่า

สามัคคีขึ้น ปีละ ๑๐,๐๐๐ (หนึ่งหมื่น) กองๆละ ๑๐ บาท เรื่อยมา ของชำร่วยที่แจกจ่ายจะเป็นเหรียญทั้งสิ้น ส่วนแบบพิมพ์นั้นก็จะเปลี่ยนออกไปทุกๆปี จะ

มีอยู่ปีหนึ่ง ใช้เหรียญพิมพ์รุ่นแรกมาสร้างขึ้นอีกหนหนึ่ง จำนวนหนึ่งหมื่นพันเหรียญ จึงยากนักแก่บรรดานักนิยมเหรียญรุ่นต่างๆ ของหลวงปู่ที่จะยึด

ถือว่าเป็นรุ่นแรก นอกจากผู้ที่เข้าได้รับด้วยตนเองเท่านั้น ประมาณ ปี ๒๕๒๒ หลวงปู่จะสร้างเป็นพระพิมพ์หลวงพ่อรอดอยู่หนหนึ่ง

      ในปี พ.ศ.๒๕๒๗ ศิษยานุศิษย์ ได้ขออนุญาตหลวงปู่สร้างรูปหล่อเหมือน หน้าตัก ๕ นิ้ว เนื้อทองเหลืงขัดัน สร้างจำนวน ๒๐๙ องค์ และพระ

หริ่งรูปเหมือนของหลวงปู่ หน้าตัก ๑ นิ้ว จำนวน ๑๐๙๐ องค์ และล๊อกเกตรูปของหลวงปู่ สำหรับวัตถุมงคลของหลวงปู่ท่านทั้งหมดนี้ หลวงปู่จะเป็นผู้

พุทธาภิเษกเองทั้งหมด ผู้เขียนเคยถามหลวงปู่ว่าวัตถุมงคลของหลวงปู่ส่วนมาก จะลงในทางเมตตาและแคล้วคลาดให้เป็นสำคัญ จะได้ไม่เจ็บตัว ถ้าถึง

คราวคับขันก็ใช้ได้ในทางคงกระพัน

      หลวงปู่มักจะสอนให้ทุกๆคนนับถือ คุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งประจำใจ และให้คิดถึงความตายเป็นอารมณ์ ถ้าผู้ใดระลึกไว้เสมอ ก็จะปราศจากทุกข์โศก

มีแต่ความสุข คำสอนของหลวงปู่ จะผูกเป็นนิทานและเป็นคติ แล้วก็จะสอดแทรกธรรมะน่าฟังสนุกไม่รู้จักเบื่อหน่ายเลย หลวงปู่เป็นนักแสดงธรรมะที่ยอดเยี่ยม

มาก แสดงธรรมได้นุ่มนวลละเอียดอ่อน และน่าฟังยิ่งนัก ทุกวันพระเมื่มีการทำบุญบนศาลาการเปรียญทุกๆครั้ง หลวงปู่ท่านจะขึ้นธรรมมาสแล้วแสดงธรรม

ให้ประชาชนชาวพุทธศาสนา ที่ได้มาบำเพ็ญบุญฟังเป็นประจำไม่เคยขาด โบราณท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่าเมื่อทำบุญแล้ว ได้สดับฟังพระธรรมเทศนาก็จะได้

กุศลอย่างมหาศาลเลยทีเดียว เมื่อตายไปก็จะไปสู่สวรรค์ การประพฤติและปฏิบัติของหลวงปู่เยี่ยมมากตั้งแต่หลวงปู่บวชมาจนถึงปัจจุบันนี้ หลวงปู่จะไห้ว

พระและสวดมนต์ภาวนา ในเวลาดึกๆ ก่อนจะเข้านอนเป็นประจำไม่เคยขาด หลวงปู่จะกราบพระถึง ๕ ครั้งเป็นประจำเสมอ "กราบครั้งที่ ๑ ระลึกถึงคุณพระ

พุทธ , กราบครั้งที่ ๒ ระลึกถึงคุณพระธรรม กราบครั้งที่ ๓ ระลึกถึงคุณ พระสงฆ์ กราบครั้งที่ ๔ ระลึกถึงคุณบิดา-มารดา และปู่ ย่า ตา ยาย

กราบครั้งที่ ๕ ระลึกถึงคุณ ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณ" เสร็จแล้วก็จะระลึกนึกถึงชาติภูมิของ องค์สมเด้จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่จะมาเป็น

พระศาสดา คือ "พระเจ้าสิบชาติ" อันได้ พระเตมีราช , พระชนก , พระสุวรรณสาม , พระเนมิราช , พระมโหสถ , พระภูริทัต , พระจันทร , พระนารอท

พระวิฑูรย์บัณฑิตย์ และชาติสุดท้าย คือ พระเวสสันดรและหลวงปู่จะใช้ภาวนาเป็นประจำอยู่เสมอหรือที่เรียกว่า หัวใจพระเจ้าสิบชาติ

(เต-ชะ-สุ-เน-มะ-ภู-จะ-นา-วิ-เว)

      ในปัจจุบันชื่อเสียงของหลวงปู่ได้ดังโด่ง "ขจรขจาย" ไปทุกภาคของประเทศไทยก็ว่าได้ และที่ยิ่งไปกว่านี้แม้แต่ชาวต่างชาติที่เป็นบ้านใก้ลเรือนเคียงของ

ประเทศเรา ไม่ว่าจะเป็น "สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน รวมทั้งคนไทยในอเมริกา ฯลฯ " ก็ยังรู้จักและได้ยินชื่อเสียงของท่านเลย ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้

ก็เนื่องมาจาก "ทานบารมีแห่งความเมตตา" ที่หลวงปู่ได้อนุเคราะห์แผ่เมตตาให้แก่ญาติโยมทั้งหลายโดยแท้จริง

      แม้ว่าในปี พ.ศ.๒๕๔๐ นี้ หลวงปู่จะมีอายุ "ครบ ๗ รอบ ๘๔ ปี" แล้วก็ตามที อีกทั้ง "สังขาร" ของท่านก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลาของอายุก็จริงอยู่ แต่

หลวงปู่ท่านไม่เคยบอกปัดหรือปฏิเสธกิจนิมนต์สักครั้งเลยครับ ท่านคิดอยู่เสมอว่า "ใครอยากนิมนต์ท่านไปไหนมาไหนนั้น ถ้าท่านไปแล้วทำให้เจ้าของงาน

เกิดความสุขกาย สบายใจล่ะก้อ ท่านไปให้หมดทุกครั้งโดยไม่มีการเลือกชั้นวรรณะเจ้าของงานแต่อย่างไร"น้อยครั้งจริงๆ ที่หลวงปู่ไม่ได้ไปตามเวลา

ของกิจนิมนต์ เนื่องจากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ อาทิเช่นท่านไม่สบายหรือมีกิจนิมนต์ติดพันจนเดินทางไปไม่ทันเวลาของงาน

      ทุกวันนี้ หลวงปู่มีกิจนิมนต์ไม่เคยว่างเว้นสักวันเดียว ในแต่ละวันนั้หลวงปู่ต้องเดินทางไปทำพิธีในงานต่างๆ มากมาย อาทิเช่น "จุดเทียนชัยบ้าง

เป็นประธานในการนั่งปรกบ้าง ไปทำพิธีขึ้นบ้านใหม่บ้าง ไปเจิมป้ายขึ้นห้างร้านใหม่บ้าง หรือรับกิจนิมนต์ไปฉันเช้าบ้าง ฉันเพลที่บ้านญาติโยมบ้าง

รวมทั้งยังมีกิจนิมนต์อีกร้อยแปดพันอย่างีกมากมาย" เป็นต้น