ในด้านการศึกษา จะเห็นได้ว่าหลวงปู่ท่านมีน้ำใจฝักใฝ่อย่างจริงจังแล้วมักจะทำอะไรต้องต้องทำจริงๆ และต้องให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ในไม่ช้า สมกับเป็นชายชาติ
ทหาร ต่อมาหลวงปู่มาพินิจพิจารณาเห็นว่า การมาลุ่มหลงใฝ่ฝันในยศถาบรรดาศักดิ์นี้ ไม่ทำให้เราพ้นทุกข์ได้แน่ มีแต่จะเพิ่มความทุกข์ทรมานจิตใจเราให้
มัวเมาและลุ่มหลง ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดกิเลส จะมีแต่ความโลภ ความโกรธ และความหลวง เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว หลวงปู่ท่านจึงหันหน้ามาศึกษาหนทางแห่ง
ความตาย พยายามศึกาาและค้นคว้าหลัก สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยตัวของหลวงปู่เอง และได้ออกธุดงค์เป็นครั้งแรก โดยไปปัก
กลดที่สระบุรี ในตอนเช้าหลวงปู่ออกบิณฑบาตรเดินไปสวนทางกับพระ ในละแวกนั้น ซึ่งพระท่านกำลังรับบิณฑบาตรอยู่ ก็เกิดความคิดขึ้นว่า นี่เรากำลังมาแย่ง
อาหารจากเขาซึ่งเขาได้รับอยู่ประจำทุกวันๆ จึงตัดสินใจหันหลังกลับทั้งๆ ที่ข้าวในบาตรมีเพียงทัพพีเดียวเท่านั้น เมื่อกลับมาถึงกลดที่พัก ได้มีชาวบ้านนำอาหาร
มาถวายพอประมาณ จึงตัดสินใจถอนกลดเดินทางอยุธยา เลิกธุดงค์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาหลวงปู่กลับมาอยู่วัด ได้ศึกษาวิชาวิปสสนากรรมฐานด้วยตนเอง
และได้เที่ยวแสวงหาแนวทางแห่งกรรมฐานเพิ่มเติมอีก และได้เดินทางไปศึกษาการเจริญกรรมฐานกับหลวงพ่อจง แห่งวัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.อยุธยา ไปๆ
มาๆ อยู่หลายหนเพราะอยู่ไม่ไกลกับวัดพระขาวนักหลวงพ่อจงท่านได้แนะแนวทาง"ทางเมตตาให้" หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟังว่า มีอยู่หนหนึ่ง หลวงปู่ได้เดินตัดทุ่งไป
หา หลวงพ่อวัดหน้าต่างนอกพอจะเลี้ยวเข้าหลังวัด ซึ่งเป็นทุ่งนาได้มีเหลือบควายตัวหนึ่งบินมาเกาะที่แขนขวา เพื่อหวังจะกินเลือดด้วยความหิว หลวงปู่ได้เอามือปัด
ไล่มันไป ถึงสองครั้งก็แล้วเจ้าเหลือบตัวนั้นก็ไม่ยอมหนี พอครั้งที่สาม จึงหยุดนิ่งปล่อยให้เจ้าเหลือบนั้นดูดเลือดกินจนอิ่ม อ้วนแทบจะบินไปไม่ไหว เพื่อสนองความ
ต้องการของมันความรู้สึกตอนั้นมันช่างเจ็บปวดแปลบเข้าในหัวใจทีเดียวหลวงปู่มีความรู้สึกสบายใจมากที่ได้ช่วยเหลือเจ้าเหลือบนั้นเมื่อยามหิวโหยจนอิ่มหนำดี
แล้วก็บินไปด้วยความปลอดภัย เป็นเรื่องแปลกให้เราได้คติและข้อคิดมาก ในเรื่องความมีเมตตาปรานี ต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก อันเป็นการบำเพ็ญทานอย่างหนึ่ง
ที่จะเป็นแนวทางสู่ความสำเร็จ ผู้ที่จะสำเร็จมรรคผลทางนี้ได้ ย่อมจะมีอะไรมาลองจิตลองใจอยู่เสมอ หรือเรียกว่า ตัวมาร ถ้าจิตปล่อยให้ตัวมารมาครอบงำได้
จิตนั้นก็ย่อมแต่สบายหรือที่เรียกว่า ตะบะแตก มรรคผลที่ปลูกเอาไว้มันก็จะเสีย เพราะฉะนั้นจึงต้องพยายามฝึกจิตให้ชนะมาร
ในสมัยก่อนชาวบ้านเข้าจะทดลองว่าพระที่ปฏิบัติกรรมฐานนั้น จะมีจิตเข้มแข็งหรือไม่นั้น เขาจะนิมนต์พระไปชักมหาในป่าตอนดึกๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงปู่ถูก
นิมนต์ ไปชักมหาบังสกุลกับหลวงพ่อจง และหลวงพ่อสังข์ ในป่าหลังวัดบางยี่โท เพื่อเป็นการทดลองตะบะของหลวงพ่อทั้งสาม โดยนำเอาศพของ
คนตายที่กำลังมีกลิ่น เหม็น นัยน์ตาโปน หาศพที่น่ากลัวมากๆ นำไปนั่งพิงโคนต้นไม้ในป่าที่เงียบสงัด นั่งพนมมือมีผ้าบังสกุลวางอยู่บนสามผืน แล้วนิมนต์
หลวงพ่อทั้งสามให้เข้าไปพิจารณาทีละรูปในยามดึกๆโดยจับสลากกัน ยามแรกหลวงพ่อจง ท่านเข้าไปพิจารณาก่อนเวลาประมาณ ๕ ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน ยามที่
สองหลวงปู่วัดพระขาวเป็นผู้พิจารณา ตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงคืนไปแล้ว เรื่อยไปตามลำดับ หลักการพิจารณาของหลวงปู่ท่านมีง่ายๆ คือเดินเข้าไปยืน
พิจารณาอยู่เหนือลม เพื่อจะได้ไม่มีกลิ่นเหม็นจากศพนั้น เพราะจะทำให้เรารู้สึกหวาดกลัวและจะอยู่ไม่ได้นาน ประการสองนึกเสียว่า งูที่มีพิษหรือสิงสาราสัตว์
ร้ายต่างๆ เมื่อมีชีวิตอยู่ เมื่อกัดเรา เราก็ตาย แต่เมื่อมันตายแล้วพิษหรือความดุร้ายของมันก็จะหมดไปก็หมดความน่ากลัว ก็เหมือนดังศพที่อยู่ตรงข้างๆเรานี้
ตายแล้วถึงจะทำร้ายก็ไม่เป็นไร พิษสงก็หมดไปเหมือนดั่งเช่นงูที่ตาย เมื่อฟังดูแล้วทำให้เราค่อยคลายความกลัวเรื่องผีๆสางๆไปได้บ้าง
ต่อมา หลวงปู่ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาวิชาวิปัสสนากรรมฐาน กับหลวงพ่อสด จนฺสโร แห่งวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. ซึ่งเป็นพระธรรมกายที่มี
ชื่อเสียงมาก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ "หลวงพ่อวัดปากน้ำ" หลวงปู่ได้อยู่เจริญกรรมฐานกับหลวงพ่อสด จนฺทสโร เป็นเวลาหลาย
คืนหลายวัน หลวงปู่ได้แนวทางในการทำ "สมาธิ ภาวนา"หลวงพ่อสด จนฺทสโร ท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ไม่ยอมหยิบปัจจัยเช่นเดียวกับหลวงปู่
เหมือนกัน ระหว่างที่หลวงปู่ได้มาอยู่ศึกษาธรรมที่วัดปากน้ำนั้นขณะที่หลวงปู่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับหลวงพ่อสด ได้มีหญิงสองคนเข้ามาหา แล้วหญิงคนที่หนึ่งได้
เอ่ยถามหลวงพ่อสดว่าบิดาของฉันที่ได้ตายไปแล้วนั้นเวลานี้ท่านได้ไปเกิดแล้วหรือยัง หญิงคนที่สองก็เอ่ยถามหลวงพ่อต่ออีกว่า แล้วสามีของดิฉันล่ะคะ เวลานี้ก็ได้
ตายไปแล้วเหมือนกัน เวลานี้เขาไปเกิดแล้วหรือยังและไปเกิดอยู่ ณ ที่ใด หลวงพ่อสดท่านให้หญิงม่ายทั้งสองนั่งรอสักครู่ แล้วหลวงพ่อแห่งวัดปากน้ำก็เดิน
ขึ้นไปยังชั้นบน ปล่อยให้หญิงม่ายทั้งสองนั่งคุยกับหลวงปู่วัดพระขาวไปพลางๆ ก่อนแล้วสักพักใหญ่หลวงพ่อสด จนฺทสโร ท่านก็เดินลงมานั่งยังที่เดิมแล้ว
หลวงพ่อท่านก็พูดขึ้นว่า พ่อของดยมที่ได้ตายไปแล้วนั้น บัดนี้ เข้าได้ไปเกิดเป็นมนุษย์แล้วอยู่แถวๆบ้านโยมนั่นแหละ ส่วนสามีของโยมอีกคนนั้น เข้ายังไม่ได้
ไปผุดไปเกิดยังอยู่ใช้เวรกรรมที่เขาได้ทำไว้หญิงม่ายผู้นั้นได้ถามต่ออีกว่า เหตุที่เขาไม่ได้ไปผุดไปเกิดนั้นสามีของดิฉันเขาได้สร้างเวรสร้างกรรมอะไรไว้หรือ
หลวงพ่อสดท่านตอบว่า เหตุที่สามีของโยมที่ยังไม่ได้ไปเกิดนั้น เป้นเพราะเขาได้ทำกรรมไว้มาก คือ เมื่อตอนเขายังมีชีวิตอยู่ เมื่อตอนเข้ายังหนุ่มได้ไปฆ่าเขา
ไว้ เวรกรรมอันนี้แหละที่ทำให้สามีของโยมไม่ได้ไปผุดไปเกิด ยังตกอยู่ในนรกอเวจีอีกนาน เหตุการณ์ที่หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟัง นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่
หลวงพ่อแห่งวัดปากน้ำ ท่านสมารถหยั่งรู้และก็สามารถเห็นในเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนคงจะเป้นเพราะว่าหลวงพ่อท่านสามารถกระทำ
จิตเป็นสมาธิ โดยนั่งวิปัสสนากรรมฐานและภาวนาสำเร็จถึงขั้นสุดยอด จึงสามารถมองเห็นเรื่องราวในอดีตได้เหมือนกับหลวงปู่วัดพระขาวเหมือนกัน เพราะ
ข้าพเจ้าเคยแกล้งลองใจถาม หลวงปู่ว่า "หลวงปู่นั่งสวดมนต์ภาวนากลางคืนดึกๆดื่นๆ เป็นประจำหลวงปู่เคยเห็นตัวเลขอะไรๆบ้างไหม" หลวงปู่ตอบ
ด้วยความโมโหว่า "เห็นแต่บอกไม่ได้" แล้วหลวงปู่ท่านก็แจงให้เข้าใจว่า ถ้าฉันบอกให้แกไปถูก ทางโน้นเขาเป็นฝ่ายเสียเงิน ฉันก็ผิดที่ทำให้เขาเสียเงิน ถ้าฉัน
บอกให้แกไปผิดๆ ทำให้แกเสียเงิน ฉันก็ผิดอีกมันไม่ดีถ้าจะเอาดีทางนี้ล่ะก็มันดีไม่นาน หวังว่าทุกๆคนที่ชอบเรื่องแบบนี้คงเข้าใจในความหมายของหลวงปู่ท่านดี
ต่อมาหลวงปู่ท่านได้พาสามเณรไปฝากเรียนพระปริยัติธรรมกับหลวงพ่อสด แห่งวัดปากน้ำนี้ ๑ รูปซึ่งปัจจุบันนี้สอบเป็นมหาได้แล้ว คือ ท่านมหายุ้ย
ปทสนฺโต แห่งวัดเขาวัง จ.ราชบุรี ต่อจากนั้นหลวงปู่ได้เดินทางไปศึกษากรรมฐานกับอาจารย์จู อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี อาจารย์จูท่านสามารถนั่งสมาธิเจริญ
กรรมฐานเห็นอะไรๆได้ทุกอย่าง
ครั้งสุดท้ายหลวงปู่ท่านได้ออกเดินทางไปยังสำนักเขาวงกฏ บ้านหมี่ ลพบุรี ซึ่งเป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียงและใหญ่มากในสมัยนั้น การเดิน
ทางไปแต่ละครั้งๆ นั้นแสนยากและก็ลำบากใจมากด้วยเหตุที่ว่า หลวงปู่ท่านไม่จับปัจจัย และก็ไม่มีลูกศิษย์ที่จะติดตามไปด้วย ต้องอาศัยให้คนที่รู้จักกันนำ
ปัจจับไปฝากไว้ตามร้านอาหาร เพื่อให้ช่วยจัดการและช่วยซื้อตั๋วให้เป็นค่าโดยสารรถ และเรือที่ๆหลวงปู่ท่านจะเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟังว่า
และก็นึกถึงอยู่เสมอร้านอาหารที่หลวงปู่เข้าไปฉันอาหาร เมื่อรู้ว่าหลวงปู่ท่านไม่จับปัจจัยก็ไม่ยอมคิดค่าอาหารจะถวายให้หลวงปู่เสมอ ฉะนั้นเงินที่ฉันให้เขามาฝาก
ไว้นั้น ฉันก็ไม่เอาคืนเหมือนกัน ยกให้หมดเลย ขอเพียงแต่ท่านช่วยซื้อตั๋วส่งลงเรือให้กลับวัดได้ ก็พอแล้วนับว่าหลวงปู่ท่านประพฤติและปฏิบัติได้ลำเลิศจริงๆ
และเป็นผู้ที่ชอบค้นคว้าแสวงหาธรรมะอย่างจริงจังและจริงใจมาก จัดว่เป็นพระเกจิอาจารย์ที่ลำเลิศในแนวทาง "สมาธิ-ภาวนา และเมตตา" อันสูงส่งยิ่ง
ในปัจจุบันนี้ ยากนักที่จักหาไหนเสมอเหมือน พร้อมไปด้วยพระพุทธคุณ พระะรรมคุณ และพระสงฆ์คุณประพฤติปฏิบัติตามรอยพระบาทของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วัตถุมงคล ของหลวงปู่แต่ละชิ้นที่หลวงปู่ได้สร้างขึ้นมาแต่ละรุ่นเป็นพันๆเหรียญ ที่ได้แจกให้กับญาติ
โยมและลูกศิษย์ลูกหา ในงานทอดผ้าป่าแต่ละปีๆเป็นที่นิยมชชอบของนักสะสมวัตถุมงคลเป็นอย่างมากดังจะ ชี้แจงให้ทราบกันดังต่อไปนี้
ปี พ.ศ.๒๕๑๘ หลวงปู่ได้สร้างเหรียญเป็นครั้งแรกเพื่อเป็นของชำร่วยในการจัดทอดผ้าป่าสามัคคี ๒๕๑๘ กองๆละ ๑๘ บาทสร้างจำนวนพระประธาน
ในอุโบสถ ด้านหลังเป็นรูปของหลวงปู่นั่งสมาธิ โดยให้พระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่เป้นผู้ทำพิธีพุทธาภิเษกก่อน(หลวงพ่อสังข์) ต่อมาทุกๆปี หลวงปู่จะจัดทอดผ้าป่า
สามัคคีขึ้น ปีละ ๑๐,๐๐๐ (หนึ่งหมื่น) กองๆละ ๑๐ บาท เรื่อยมา ของชำร่วยที่แจกจ่ายจะเป็นเหรียญทั้งสิ้น ส่วนแบบพิมพ์นั้นก็จะเปลี่ยนออกไปทุกๆปี จะ
มีอยู่ปีหนึ่ง ใช้เหรียญพิมพ์รุ่นแรกมาสร้างขึ้นอีกหนหนึ่ง จำนวนหนึ่งหมื่นพันเหรียญ จึงยากนักแก่บรรดานักนิยมเหรียญรุ่นต่างๆ ของหลวงปู่ที่จะยึด
ถือว่าเป็นรุ่นแรก นอกจากผู้ที่เข้าได้รับด้วยตนเองเท่านั้น ประมาณ ปี ๒๕๒๒ หลวงปู่จะสร้างเป็นพระพิมพ์หลวงพ่อรอดอยู่หนหนึ่ง
ในปี พ.ศ.๒๕๒๗ ศิษยานุศิษย์ ได้ขออนุญาตหลวงปู่สร้างรูปหล่อเหมือน หน้าตัก ๕ นิ้ว เนื้อทองเหลืงขัดัน สร้างจำนวน ๒๐๙ องค์ และพระ
หริ่งรูปเหมือนของหลวงปู่ หน้าตัก ๑ นิ้ว จำนวน ๑๐๙๐ องค์ และล๊อกเกตรูปของหลวงปู่ สำหรับวัตถุมงคลของหลวงปู่ท่านทั้งหมดนี้ หลวงปู่จะเป็นผู้
พุทธาภิเษกเองทั้งหมด ผู้เขียนเคยถามหลวงปู่ว่าวัตถุมงคลของหลวงปู่ส่วนมาก จะลงในทางเมตตาและแคล้วคลาดให้เป็นสำคัญ จะได้ไม่เจ็บตัว ถ้าถึง
คราวคับขันก็ใช้ได้ในทางคงกระพัน
หลวงปู่มักจะสอนให้ทุกๆคนนับถือ คุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งประจำใจ และให้คิดถึงความตายเป็นอารมณ์ ถ้าผู้ใดระลึกไว้เสมอ ก็จะปราศจากทุกข์โศก
มีแต่ความสุข คำสอนของหลวงปู่ จะผูกเป็นนิทานและเป็นคติ แล้วก็จะสอดแทรกธรรมะน่าฟังสนุกไม่รู้จักเบื่อหน่ายเลย หลวงปู่เป็นนักแสดงธรรมะที่ยอดเยี่ยม
มาก แสดงธรรมได้นุ่มนวลละเอียดอ่อน และน่าฟังยิ่งนัก ทุกวันพระเมื่มีการทำบุญบนศาลาการเปรียญทุกๆครั้ง หลวงปู่ท่านจะขึ้นธรรมมาสแล้วแสดงธรรม
ให้ประชาชนชาวพุทธศาสนา ที่ได้มาบำเพ็ญบุญฟังเป็นประจำไม่เคยขาด โบราณท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่าเมื่อทำบุญแล้ว ได้สดับฟังพระธรรมเทศนาก็จะได้
กุศลอย่างมหาศาลเลยทีเดียว เมื่อตายไปก็จะไปสู่สวรรค์ การประพฤติและปฏิบัติของหลวงปู่เยี่ยมมากตั้งแต่หลวงปู่บวชมาจนถึงปัจจุบันนี้ หลวงปู่จะไห้ว
พระและสวดมนต์ภาวนา ในเวลาดึกๆ ก่อนจะเข้านอนเป็นประจำไม่เคยขาด หลวงปู่จะกราบพระถึง ๕ ครั้งเป็นประจำเสมอ "กราบครั้งที่ ๑ ระลึกถึงคุณพระ
พุทธ , กราบครั้งที่ ๒ ระลึกถึงคุณพระธรรม กราบครั้งที่ ๓ ระลึกถึงคุณ พระสงฆ์ กราบครั้งที่ ๔ ระลึกถึงคุณบิดา-มารดา และปู่ ย่า ตา ยาย
กราบครั้งที่ ๕ ระลึกถึงคุณ ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณ" เสร็จแล้วก็จะระลึกนึกถึงชาติภูมิของ องค์สมเด้จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่จะมาเป็น
พระศาสดา คือ "พระเจ้าสิบชาติ" อันได้ พระเตมีราช , พระชนก , พระสุวรรณสาม , พระเนมิราช , พระมโหสถ , พระภูริทัต , พระจันทร , พระนารอท
พระวิฑูรย์บัณฑิตย์ และชาติสุดท้าย คือ พระเวสสันดรและหลวงปู่จะใช้ภาวนาเป็นประจำอยู่เสมอหรือที่เรียกว่า หัวใจพระเจ้าสิบชาติ
(เต-ชะ-สุ-เน-มะ-ภู-จะ-นา-วิ-เว)
ในปัจจุบันชื่อเสียงของหลวงปู่ได้ดังโด่ง "ขจรขจาย" ไปทุกภาคของประเทศไทยก็ว่าได้ และที่ยิ่งไปกว่านี้แม้แต่ชาวต่างชาติที่เป็นบ้านใก้ลเรือนเคียงของ
ประเทศเรา ไม่ว่าจะเป็น "สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน รวมทั้งคนไทยในอเมริกา ฯลฯ " ก็ยังรู้จักและได้ยินชื่อเสียงของท่านเลย ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้
ก็เนื่องมาจาก "ทานบารมีแห่งความเมตตา" ที่หลวงปู่ได้อนุเคราะห์แผ่เมตตาให้แก่ญาติโยมทั้งหลายโดยแท้จริง
แม้ว่าในปี พ.ศ.๒๕๔๐ นี้ หลวงปู่จะมีอายุ "ครบ ๗ รอบ ๘๔ ปี" แล้วก็ตามที อีกทั้ง "สังขาร" ของท่านก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลาของอายุก็จริงอยู่ แต่
หลวงปู่ท่านไม่เคยบอกปัดหรือปฏิเสธกิจนิมนต์สักครั้งเลยครับ ท่านคิดอยู่เสมอว่า "ใครอยากนิมนต์ท่านไปไหนมาไหนนั้น ถ้าท่านไปแล้วทำให้เจ้าของงาน
เกิดความสุขกาย สบายใจล่ะก้อ ท่านไปให้หมดทุกครั้งโดยไม่มีการเลือกชั้นวรรณะเจ้าของงานแต่อย่างไร"น้อยครั้งจริงๆ ที่หลวงปู่ไม่ได้ไปตามเวลา
ของกิจนิมนต์ เนื่องจากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ อาทิเช่นท่านไม่สบายหรือมีกิจนิมนต์ติดพันจนเดินทางไปไม่ทันเวลาของงาน
ทุกวันนี้ หลวงปู่มีกิจนิมนต์ไม่เคยว่างเว้นสักวันเดียว ในแต่ละวันนั้หลวงปู่ต้องเดินทางไปทำพิธีในงานต่างๆ มากมาย อาทิเช่น "จุดเทียนชัยบ้าง
เป็นประธานในการนั่งปรกบ้าง ไปทำพิธีขึ้นบ้านใหม่บ้าง ไปเจิมป้ายขึ้นห้างร้านใหม่บ้าง หรือรับกิจนิมนต์ไปฉันเช้าบ้าง ฉันเพลที่บ้านญาติโยมบ้าง
รวมทั้งยังมีกิจนิมนต์อีกร้อยแปดพันอย่างีกมากมาย" เป็นต้น
|