|
|
|
|
|
ครั้งแรกเมื่อยังเป็นเด็ก ได้ศึกษาเล่าเรียนกับวัดพิกุล อ.บางบาล พ่อ-แม่
สมัยก่อนมักจะพาลูกหลานไปฝากให้พระตามวัดที่อยู่ใก้ลบ้านสอนอบรมบ่มนิสัยก่อน
เพราะยังไม่มี ร.ร.อนุบาลเหมือนสมัยนี้ พออายุย่างเข้า ๑๐ ขวบ ก็มาเข้าเรียน ซึ่งเป็น
โรงเรียนประชาบาล อยู่วัดพิกุลที่นั้น ค่าเล่าเรียนเก็บเป็นรายเดือนๆ ละ ๕๐ สตางค์
ในสมัยนั้น โดยเฉพาะเด็กวัดไม่คิดค่าเล่าเรียน หลวงปู่เป็นเด็กวัด อยู่กับหลวงปู่น้อย
สมัยนั้นใช้พระสอนเพราะยังไม่มี ร.ร. มีพระสังเวียนเป็นผู้สอน ต่อมาเจริญขึ้นมี
ร.ร.ประชาบาลเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีครูจำเนียร ภู่ประเสริฐ เป็นครูใหญ่และครูน้อยเสร็จ
หลวงปู่ได้อยู่กับหลวงปู่น้อย ซึ่งเป็นพระปลัดของหลวงพ่อปั้น หลวงปู่ท่านเกิด ไม่ทัน
หลวงพ่อปั้นซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เก่งกาจมาก ในสมัยนั้นแต่ก็เกิดปีเดียวกับหลวงพ่อ
ปั้นท่านมรณภาพพอดี เสมือนกับว่าเทพเจ้าท่านได้ให้มาเป็นตัวแทนกับหลวงพ่อปั้นก็ว่า
ได้ใครจะรู้หลวงปู่ท่านได้ศึกษาเล่าเรียน อยู่วัดพิกุลมาจนอายุ ๑๓ ปี ก็จบ ป.๔ ออกจาก
ร.ร.วัดพิกุลก็มาช่วย บิดา-มารดา ทำนาอยู่กับบ้าน เพราะหลวงปู่ทิม พื้นเพของหลวงปู่
ท่านเป็นชาวนา
|
|
|
 |
|
|
|
|
เข้าอายุเกณฑ์ทหาร หลวงปู่ท่านถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารทันทีโดยไม่ต้อง
|
|
คัดเลือกเลย เพราะหลวงปู่ท่านเป็นคนใหญ่โต จัด อยู่ ใน ประ เภท ดี ๑
|
|
ประเภท ๑ ไม่ ต้อง จับ เลือก ใบดำ ใบแดง เหมือน สมัย ปัจจุบัน ใน ปี
|
|
พ.ศ.๒๔๗๗ หลวงปู่ประจำอยู่ ร.พัน ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ตำบล
|
|
สวนเจ้าเชตุ(หน้าวัง- สราญรมย์) เป็นทหารประจำการอยู่ ๑ ปี กับ ๓ เดือน
|
|
ก็ปลดจากทหารเกณฑ์
|
|
|
 |
|
|
|
ประมาณเดือนกรกฎาคม ๒๔๗๘ เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็มาบวชตามประเพณีของลูกผู้ชายไทย เพื่อทดแทน
พระคุณ และค่าน้ำนมของ พ่อ-แม่ อุปสมบท ณ วัดพิกุล อ.บางบาล จ.อยุธยา มีหลวงพ่อปุ้ย วัดขวิด อ.บางบาล
เป็นอุปัชฌาย์อาจาร์ย และหลวงลุงหลิ่ม วัดโพธิ์กบเจา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ มีพระอธิการหลิ่ว เจ้าอาวาส
วัดพิกุล เป็นพระอนุสาวนาจารย์อุปสมบท อยู่ในบวรพระพุทธศาสนา ๑ พรรษา ก็ลาสิกขาในระหว่างอุปสมบท
๓ เดือน นั้น หลวงปู่ได้ทำกิจของสงฆ์โดยท่องหนังสือ และสวดมนต์ไหว้พระ ไม่มีใครเสมอเหมือนได้เลยเพราะ
ทั้งเจ็ดตำนาน และสิบสองตำนาน หลวงปู่สามารถท่องจำได้ทั้งหมดทั้งสองอย่าง จนพระอาจารย์หลิ่ว
เจ้าอาวาสวัดพิกุล อ.บางบาล ท่านไม่อยากให้หลวงปู่สึก ท่านเสียดายมาก เมื่อหลวงปู่ไปขอลาสิกขา จากท่านคง
จะเป็นเพราะบุญและบารมีของหลวงปู่ขั้นต้นมีเพียงเท่านี้ก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานสาเหตุที่หลวงปู่ต้องลาสิกขาใน
ครั้งนี้ ก็เพราะมีความสงสารมารดาเป็นอย่างมากที่ต้องลำบากตรากตรำ ทำนาเนื่องจากบิดาท่านมาเสียชีวิต
ตั้งแต่หลวงปู่ท่านยังตัวเล็กๆ จึงตัดสินใจลาสิกขา เพื่อมาช่วยมารดาทำนาเป็นการตอบแทนพระคุณที่ได้อุ้ม
เลี้ยงหลวงปู่มาตั้งแต่เล็กจนเติบโตใหญ่ พระคุณท่านใหญ่หลวงนักถึงจะเปรียบเอาโลกมาทำปากกา เอานภามา
แทนกระดาษ เอาน้ำทั้งหมดมหาสมุทรมาแทนน้ำหมึก ประกาศพระคุณแม่ไม่พอ
|
|
|
 |
|
เมื่อย่างเข้าวัยเบญจเพศ ทางมารดาท่านก็มาอ้อนวอนให้มีครัวเรือน ตามประเพณีของผู้เฒ่าผู้แก่สมัยโบราณ เพื่อที่จะได้มีความรับผิดชอบ
ต่อตนเองและผู้อื่นพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ จะได้เป็นผู้ใหญ่เสียที พูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ จะได้เป็นผู้ใหญ่เสียทีหลวงปู่ใช้ชีวิตในการ
ครองเรือนตามประเพณีอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก็มีเหตุการณ์จำเป็นเกิดขึ้น คือ ในปีพ.ศ.๒๔๘๔ เป็นปีที่หลวงปู่มีความภาคภูมิใจมากในชีวิต ที่ได้
เกิดขึ้นมาเป็นลูกผู้ชายไทย เพราะได้มีโอกาสรับใช้ชาติบ้านเมือง เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณ ให้กับพื้นแผ่นดิน ที่ตนได้อาศัยเพื่อที่ใช้ฝัง
ร่างกายในบั้นปลายของชีวิต เมื่อหมดลมหายใจ จะได้ไม่เป็นหนี้ในผืนแผ่นดินที่ตนกำเนิด เมื่อทางรัฐบาลไทยต้องการเรียกร้องดินแดนคืน
จากฝรั่งเศส มีเมืองปอยเปรสศรีโสภณ-เสียมราษฎร์ และพระตะบอง ซึ่งเป็นดินแดนที่ประวัติศาสตร์ไทยจารึกไว้มาจนทุกวันนี้ หลวงปู่ท่าน
ถูกระดมไปผ่านศึกยังประเทศเขมรในครั้งนี้ด้วย เป็นเหตุการณ์ที่หลวงปู่ระลึกถึงทุกคืนวัน คืนหลวงปู่ท่านได้ปะทะข้าศึกอย่างชนิดที่เรียกว่า
ประจัญบานต่อหน้าเลยทีเดียวด้วยบุญญาธิการและวาสนาที่มีมาแต่กำเนิด หลวงปู่ก็รอดปลอดภัยมาได้ด้วย
คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคุณของ บิดา มารดา ที่หลวงปู่ท่านได้ระลึกและนึกถึงอยู่ประจำใจ ในขณะ
ที่กองทัพทั้งสองฝ่ายกำลังต่อสู้กับข้าศึกชนิดประจัญบานอยู่นั้น หลวงปู่ท่านมีจิตใจเป็นวิหารธรรมมั่นอยู่เสมอ คือ มีความตั้งใจว่า "ข้าพเจ้า
ที่ยิงไปนี้ไม่ได้ต้องการเอาชีวิตท่าน ข้าพเจ้าที่ยิ่งไปนี้ก็เพื่อป้องกันแระเทศ ชาติ-ศาสนา-องค์พระมหากษัตริย์ เพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญ ขอพวก
ท่านจงหลีกไปเสีย" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหลวงปู่ท่าน กำหนดดวงจิตเป็นเมตตาธรรมแผ่เมตตาธรรมต่อศัตรูที่กำลังจ้องจะปลิดชีวิตของตน แม้แต่ชีวิต
ของตนก็ยังไม่ห่วง แสดงให้เห็นถึงชีวิตจิตใจของหลวงปู่ท่าน ซึ่งมีจิตเป็นกรรมฐานตั้งแต่ครั้งเมื่อยังเป็นฆราวาสเลยจริงๆ ผลสุดท้ายข้าศึกก็
พ่ายแพ้แตกทัพกลับไปทำให้ไทยเราได้ชัยชนะในการรบทำสงครามแย่งดินแดนต่างๆ ที่ตกเป็นของกัมพูชากลับคืนมาตามเดิม ใช้ระยะเวลา
ออกศึกสงคราม ประมาณ ๖ เดือนเศษ ศึกสงครามก็สงบลง หลวงปู่ท่านได้รับบัตรเหรียญชัยสมรภูมิเป็นเครื่องเทิดทูนประจำตัวนับว่าหลวงปู่
ท่านได้รับเกียรติยศอันสูงส่งยิ่ง ซึ่งเป็นเกียรติยศที่ภาคภูมิใจที่สุดของหลวงปู่ ที่ได้มีโอกาส มารับใช้ประเทศชาติบ้านเมืองในยามที่ ประเทศ
ชาติต้องการ ซึ่งเป็นคำพูดที่ออกจากใจจริงของหลวงปู่ท่านช่างผิดกับชายในสมัยนี้ชอบหลบหนีหาโอกาสหลีกเลี่ยงทหารกันมากต่อมาก |
|
|
|
|
|
|
|
|